เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์เองดีไหม เปลี่ยนเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่

14 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์

การเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนรักรถควรทำ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพให้กับคุณและคนที่คุณรักแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาจุกจิกที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลกรองแอร์รถยนต์ไม่ดีพออีกด้วย แต่หลายคนก็อาจสงสัยว่าไส้กรองแอร์รถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ เปลี่ยนเองดีไหม หรือให้ช่างดูแลให้ดีกว่า แล้วราคาประมาณเท่าไหร่ บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจของคุณกันครับ

ทำไมต้องเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ตามรอบ?

การเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์ตามรอบช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และเชื้อราเข้าไปอุดตันและขัดขวางการทำงานของระบบปรับอากาศ หากปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้ลมแอร์เบา เย็นช้า จนทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักขึ้นและนำมาสู่ปัญหากินน้ำมันหรือเสี่ยงต่อตู้แอร์รั่ว ที่สำคัญ การเปลี่ยนตามกำหนดจะช่วยดักจับสารก่อภูมิแพ้ สปอร์เชื้อรา และฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ให้หมุนเวียนเข้ามายังห้องโดยสาร ถือว่าเซฟทั้งเงินค่าซ่อมแอร์และเซฟสุขภาพระบบทางเดินหายใจของทุกคนในรถไปพร้อมกันอีกด้วย

ไส้กรองแอร์รถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

โดยทั่วไปแล้วควรเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ทุกๆ 15,000 - 20,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 1 ปี ขึ้นอยู่กับว่าอะไรจะถึงเวลาก่อนครับ ในกรณีที่คุณขับลุยฝุ่นบ่อยๆ หรือใช้งานในเมืองที่การจราจรติดขัดและมีมลพิษสูง อาจต้องขยับระยะเปลี่ยนให้เร็วขึ้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันตู้แอร์จนแอร์รถไม่เย็น และเพื่อสุขอนามัยที่ดีของระบบทางเดินหายใจของคนในรถด้วยครับ

สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์แล้ว

แม้ว่าการเปลี่ยนไส้กรองแอร์จะควรเปลี่ยนตามวงรอบที่ศูนย์บอก แต่หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นกับรถที่คุณรัก เราขอแนะนำให้เปลี่ยนไส้กรองแอร์ทันที เพื่อสุขภาพที่ดีและถนอมอายุการใช้งานของรถไปอีกยาวๆ

  • แอร์รถไม่เย็น หรือเย็นช้าลง: พอฝุ่นเข้าไปอุดตันจนเต็มแผ่นกรอง มันจะกลายเป็นกำแพงหนาขวางทางลมไว้ ทำให้พัดลมแอร์ไม่สามารถหมุนเวียนอากาศได้ตามปกติ ลมที่พ่นออกจากช่องแอร์จึงแผ่วลงมาก ส่งผลให้ระบบแอร์ทำความเย็นได้ไม่ทั่วถึง รู้สึกว่าแอร์รถไม่เย็นเหมือนเดิม
  • ลมแอร์เบาผิดปกติ: ต่อให้คุณเปิดพัดลมแอร์ไปจนถึงเบอร์แรงสุด แต่ลมที่พุ่งออกมาจากช่องแอร์กลับแผ่วเบาและมีแต่เสียงพัดลมดังอื้อๆ อยู่ข้างในคอนโซล
  • มีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นเหม็นเปรี้ยว: กรองแอร์ที่ใช้งานมานานจะเป็นแหล่งสะสมของความชื้น ฝุ่นละออง และเชื้อโรค เมื่อเปิดแอร์ใหม่ๆ จะมีกลิ่นอับโชยออกมาอย่างชัดเจน
  • มีเสียงดังผิดปกติในระบบแอร์: ในกรณีที่กรองแอร์ตันมากๆ หรือมีเศษใบไม้แห้งหลุดเข้าไปติด พัดลมแอร์จะต้องออกแรงทำงานหนักขึ้นจนเกิดเสียงดังวี้ๆ หรือเสียงสั่นสะเทือน
  • ฝุ่นในห้องโดยสารเยอะขึ้น หรือจามบ่อยเวลาขึ้นรถ: หากสังเกตเห็นฝุ่นเกาะตามคอนโซลหน้าเร็วผิดปกติ หรือคนในรถเริ่มมีอาการภูมิแพ้ ไอ จาม แสดงว่ากรองแอร์หมดสภาพจนไม่สามารถดักจับฝุ่นละอองได้แล้ว

เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์เองดีไหม หรือให้ช่างดูแลดีกว่า?

หลายคนอาจลังเลว่าเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์เองดีไหม เราขอแนะนำให้พิจารณาจากข้อดีและข้อเสียทั้งจากการเปลี่ยนเองและการให้ช่างเปลี่ยนให้ ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนเองนั้นจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการเซฟเงิน เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าช่าง ส่วนค่าอุปกรณ์นั้นคุณก็สามารถเลือกเกรดของไส้กรองแอร์รถยนต์ที่ต้องการได้เอง แต่ทั้งนี้คุณจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างรถยนต์ขั้นพื้นฐานและพอมีทักษะงานช่างอยู่บ้าง เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนกรองแอร์ได้เอง เพียงแค่ถอดตู้เก็บของหน้ารถออกก็ดึงของเก่าออกมาแล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทนที่ได้ทันที

แต่หากคุณเป็นคนที่เน้นขับใช้งานเพียงอย่างเดียว ไม่มีเวลาว่างมานั่งแกะชิ้นส่วนรถ และไม่อยากเสี่ยงให้รถมีปัญหาจากการลองใส่ลองถอดแบบผิดๆ ถูกๆ การให้ช่างผู้เชี่ยวชาญดูแลถือเป็นทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่ามาก โดยเฉพาะรถยนต์ Honda ที่มีร้านซ่อมแอร์ Honda เยอะมาก ซึ่งช่างจากศูนย์หรืออู่ต่างๆ จะมีความชำนาญในการรื้อประกอบตามหลักที่ถูกต้อง เพราะช่างส่วนใหญ่ก็เป็นช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมมาตรฐานของทางฮอนด้ามาแล้ว จึงลดความเสี่ยงเรื่องสลักล็อกพลาสติกหักหรือชิ้นส่วนคอนโซลหลวมจนเกิดเสียงดังขณะขับขี่ อีกทั้งช่างยังช่วยตรวจเช็กสภาพตู้แอร์ มอเตอร์พัดลม และระบบทำความเย็นอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย คุณจึงมั่นใจได้ว่าระบบแอร์จะกลับมาทำงานได้เหมือนวันแรกที่ซื้อรถมา โดยไม่ต้องลงแรงเองให้เหนื่อย

หรือหากคุณขับรถหรูสไตล์ครอบครัวอย่าง Alphard หรือ BMW X5 แล้วเจอปัญหาแอร์ไม่เย็น การมองหาร้านซ่อมแอร์ Alphard หรือร้านซ่อมแอร์ BMW โดยตรงถือว่าตอบโจทย์กว่า เพราะรถยนต์ระดับลักชัวรีเหล่านี้มีระบบปรับอากาศที่ซับซ้อนกว่ารถทั่วไปมาก เนื่องจากมีการแยกโซนทำความเย็นอิสระหลายตำแหน่ง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งมีระบบควบคุมไฟฟ้าและเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับสมองกลส่วนกลางของตัวรถ การเลือกอู่หรือช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทาง มีเครื่องมือวิเคราะห์โค้ดระบบแอร์ตรงรุ่น และเข้าใจวงจรระบบไฟที่ละเอียดอ่อน จะช่วยให้ตรวจเช็กและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตามมา

วิธีเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ที่ถูกต้อง เป็นอย่างไร?

ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนเองหรือให้ช่างดูแลให้ การรู้ขั้นตอนการเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณเช็กความเรียบร้อยหลังเปลี่ยนเสร็จได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องชิ้นส่วนคอนโซลแตกหักเสียหายจากการรื้อผิดวิธีแล้ว ยังช่วยให้คุณใส่ไส้กรองได้ถูกทิศทางลมเพื่อให้ดักจับฝุ่นได้เต็มประสิทธิภาพ แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานของตู้แอร์ให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย สำหรับวิธีเปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ที่ถูกต้องมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  • ดับเครื่องยนต์และปิดระบบไฟทั้งหมด: ก่อนเริ่มลงมือทุกครั้ง ต้องดับเครื่องยนต์ ดึงกุญแจออก และปิดระบบไฟทั้งหมดของตัวรถเพื่อความปลอดภัย จากนั้นให้เปิดประตูรถทิ้งไว้สักครู่เพื่อระบายความร้อนและความอับชื้นภายในห้องโดยสาร และป้องกันการสะสมของกระแสไฟสถิตที่อาจเกิดขึ้นขณะสัมผัสชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใกล้เคียง
  • ถอดตู้เก็บของหรือเกะหน้ารถฝั่งผู้โดยสาร: รถส่วนใหญ่จะซ่อนช่องเกะกรองแอร์ไว้ด้านหลังตู้เก็บของฝั่งซ้าย ให้คุณเปิดฝาตู้เก็บของออก จากนั้นออกแรงบีบด้านข้างของตัวตู้ทั้ง 2 ฝั่งเข้าหากันเบาๆ เพื่อให้สลักล็อกหลุดออกจากเบ้า หรือในรถบางรุ่นอาจต้องหมุนถอดสลักยึดขาก้ามปูด้านข้างออกก่อน จึงจะปลดตู้เก็บของลงมาด้านล่างจนเห็นตู้แอร์ด้านในได้
  • เปิดฝาครอบปิดไส้กรองแอร์: เมื่อมองเข้าไปในช่องว่างหลังคอนโซล จะเห็นกรอบพลาสติกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งเป็นฝาปิดตู้แอร์ ให้ใช้ปลายนิ้วกดสลักล็อกที่อยู่บริเวณด้านซ้ายหรือด้านขวา (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ) แล้วค่อยๆ ดึงฝาครอบปิดออกมา ระวังอย่าออกแรงกระชากรุนแรงเพราะอาจทำให้กิปล็อกพลาสติกหักจนปิดไม่สนิทเหมือนเดิม
  • ดึงไส้กรองแอร์เก่าออกอย่างระมัดระวัง: ค่อยๆ ใช้นิ้วคีบหรือดึงแผ่นไส้กรองแอร์อันเก่าออกมาในแนวราบอย่างช้าๆ เพราะบนแผ่นกรองจะมีเศษฝุ่นละออง ซากแมลง ใบไม้แห้ง และสิ่งสกปรกสะสมจำนวนมาก การดึงออกอย่างรวดเร็วหรือเอียงแผ่นกรองจะทำให้เศษฝุ่นร่วงหล่นลงไปในช่องโบลเวอร์แอร์ด้านล่าง ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงดังเวลาเปิดแอร์ในอนาคต
  • สังเกตทิศทางลูกศร Air Flow บนไส้กรองอันใหม่: ก่อนจะแกะไส้กรองอันใหม่ออกจากกล่อง ให้สังเกตเครื่องหมายลูกศรที่พิมพ์อยู่ด้านข้างขอบพลาสติกอย่างละเอียด โดยทั่วไปจะมีคำว่า "UP" (ชี้ขึ้นด้านบน) หรือคำว่า "AIR FLOW" พร้อมลูกศรชี้ลงล่าง (ตามทิศทางการไหลของลมจากบนลงล่างของโบลเวอร์) คุณจะต้องตรวจสอบคู่มือรถหรือทิศทางของกรองเดิมให้มั่นใจ เพื่อป้องกันการใส่กลับด้านที่จะทำให้ประสิทธิภาพการกรองและแรงลมแอร์ลดลงอย่างมาก
  • ใส่ไส้กรองแอร์อันใหม่เข้าที่: ดันแผ่นไส้กรองแอร์อันใหม่เข้าไปในช่องตู้แอร์อย่างช้าๆ ในแนวราบ ตรวจเช็กให้แน่ใจว่าตัวขอบแผ่นกรองแนบสนิทไปกับร่องล็อก ไม่เบี้ยว เอียง หรือขอบพับยู่ยี่ เพราะถ้าหากมีช่องว่างอยู่ จะทำให้อากาศสกปรกภายนอกเล็ดลอดไปเกาะที่แผงคอยล์เย็นโดยตรงจนทำให้ตู้แอร์ตันไวขึ้น
  • ประกอบฝาปิดและตู้เก็บของกลับเข้าตำแหน่งเดิม: นำฝาครอบปิดไส้กรองแอร์มาประกบเข้าที่เดิมจนได้ยินเสียงคลิก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสลักล็อกเข้าที่แล้ว จากนั้นยกตู้เก็บของหน้ารถขึ้น ดันสลักล็อกด้านข้างให้เข้าเบ้าเดิม หรือประกอบขาก้ามปูยึดกลับเข้าที่ ทดลองเปิด-ปิดตู้เก็บของดู 2-3 ครั้งว่าทำงานได้ปกติหรือไม่
  • สตาร์ทรถและทดสอบระบบปรับอากาศ: หลังจากประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเสร็จ ให้สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปิดระบบแอร์ โดยเริ่มจากเปิดพัดลมไล่ระดับตั้งแต่เบอร์ 1 ไปจนถึงเบอร์แรงสุด แล้วสังเกตว่าปริมาณลมที่ออกมาแรงขึ้นและกระจายตัวทั่วถึงไหม มีเสียงลมรั่ว เสียงใบไม้แกว่งในตู้แอร์ หรือมีกลิ่นผิดไหม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ ราคาประมาณเท่าไหร่?

ในกรณีที่ซื้อมาเปลี่ยนเองจะอยู่ที่ประมาณ 100 - 400 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์และคุณสมบัติของไส้กรอง ส่วนกรณีที่เปลี่ยนกับศูนย์ ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นจะอยู่ที่ประมาณ 400 - 800 บาท (รวมค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากเป็นรถยุโรปจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 - 3,500 บาทขึ้นไป เนื่องจากรถยุโรปมักใช้ไส้กรองเกรดพรีเมียมที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือในรถบางรุ่นอาจต้องใช้ไส้กรองพร้อมกันถึง 2 แผ่นในการเปลี่ยนต่อครั้งครับ

เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ทำไมต้อง Denso?

ในฐานะที่เป็นช่างซ่อมแอร์รถยนต์ที่มีประสบการณ์ยาวนานมากว่า 10 ปี ผมขอยกให้อะไหล่ Denso เป็นที่หนึ่งในใจเลยครับ (ไม่ใช่ว่าได้โฆษณาแต่อย่างใดนะครับ ฮ่าๆ) นั่นก็เพราะข้อดีหลายๆ อย่างที่ผมพบเองจากหน้างานหรือแม้แต่ลูกค้าบอกต่อ ไม่ว่าจะเป็น

  • มาตรฐานระดับแท้ติดรถ (OES): ระบบแอร์ของรถยนต์ป้ายแดงส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นตู้แอร์หรือคอมเพรสเซอร์ แทบทั้งหมดผลิตจากโรงงานของ Denso อยู่แล้ว ดังนั้นไส้กรองแอร์ของแบรนด์นี้จึงทำออกมาได้ตรงสเปกเทียบเท่าอะไหล่แท้ 100%
  • ขนาดที่พอดีเป๊ะ: ตัวขอบและโครงสร้างแผ่นกรองถูกออกแบบมาให้เข้ามุมกับตู้แอร์รถยนต์แต่ละรุ่นได้อย่างแนบสนิท ไม่มีช่องว่างหลวมๆ ให้ฝุ่นละอองเล็ดลอดผ่านไปได้เลย
  • ใยกรองหนาแต่ลมผ่านสะดวก: เนื้อผ้าใยกรองมีความหนาแน่นสูงซึ่งจะช่วยกักเก็บฝุ่นและสิ่งสกปรกได้อย่างดีเยี่ยม แต่ไม่กั้นหรือต้านแรงลม ทำให้เวลาเปิดแอร์แล้วลมยังแรงเต็มที่ แถมยังช่วยเซฟไม่ให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักจนเกินไปด้วยครับ
  • ซัพพอร์ตรถหลายค่าย: ความเจ๋งอีกอย่างของ Denso คือเขาไม่ได้ทำมาซัพพอร์ตแค่รถค่ายพันธมิตรหลักอย่าง Toyota เท่านั้น แต่เขายังผลิตไส้กรองแอร์ออกมาครอบคลุมรถยนต์แทบจะทุกค่ายและทุกรุ่นที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าคุณจะใช้รถยี่ห้อไหนก็หาซื้อมาใส่ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Toyota (Vios, Yaris, Altis, Camry, Vigo, Revo, Fortuner), Honda (City, Jazz, Civic, Accord, CR-V, HR-V), Isuzu (D-Max, Mu-X ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นเครื่องยนต์บลูพาวเวอร์), Nissan (March, Almera, Navara, Teana), รวมไปถึง Mitsubishi (Triton, Pajero Sport, Mirage, Attrage) และ Mazda ทุกเจเนอเรชัน ในฝั่งรถยุโรปก็จะมีทั้งสายลุยอย่าง Ford (Ranger, Everest), ค่ายอเมริกันยอดฮิต Chevrolet (Colorado, Trailblazer) ไปจนถึงแบรนด์หรู BMW และ Mercedes-Benz ในหลายๆ ซีรีส์

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนไส้กรองแอร์ตามรอบคือสิ่งสำคัญในการปกป้องสุขภาพระบบทางเดินหายใจและยืดอายุตู้แอร์รถยนต์ของคุณ ส่วนจะเลือกเปลี่ยนเองหรือให้ช่างดูแลนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณเลยครับ หากพอมีทักษะและต้องการประหยัดเงิน การซื้อมาเปลี่ยนเองก็ทำได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่มีเวลา ไม่อยากเลอะมือ หรือกลัวชิ้นส่วนคอนโซลเสียหาย การให้ช่างผู้เชี่ยวชาญจากร้านซ่อมแอร์รถยนต์ชั้นนำจัดการให้ก็ถือว่าคุ้มค่าและปลอดภัยกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ขอแค่เปลี่ยนตามกำหนดก็พอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และเย็นฉ่ำตลอดการเดินทาง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้