อาการน้ำยาแอร์รถหมด ขาด พร่อง ดูยังไง แนะนำวิธีรับมือที่ถูกต้อง

13 จำนวนผู้เข้าชม  | 

น้ำยาแอร์หมด

แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลมร้อนโชยออกมา หรือมีเสียงฟู่ดังเบาๆ จากคอนโซลหน้า เป็นสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยของปัญหาน้ำยาแอร์รถหมด หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจลุกลามจนระบบคอมเพรสเซอร์เสียหายหนักจนพังถาวรไปเลย ว่าแต่ปัญหาน้ำยาแอร์รถหมด ขาด พร่อง ที่ใครหลายคนเรียกกันนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาเดียวกันไหม และมีความรุนแรงต่างกันอย่างไร บทความนี้ผมจะบอกวิธีสังเกตอาการด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีดูแลและป้องกันแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจตลอดการเดินทางครับ

น้ำยาแอร์รถหมด มีผลต่อรถที่คุณรักอย่างไร?

ถ้าพูดถึงน้ำยาแอร์รถยนต์ จริง ๆ แล้วมันก็คือสารเคมีที่คอยซับเอาความร้อนในห้องโดยสารออกไปทิ้งข้างนอก แล้วเป่าลมเย็นกลับคืนมาในห้องโดยสาร โดยปกติแล้วน้ำยาแอร์จะไม่มีทางหมดไปเอง แต่ถ้าน้ำยาแอร์รถหมดเมื่อไหร่ นอกจากจะทนนั่งรับลมร้อนในรถแล้ว อาจเจอกับปัญหาใหญ่อย่างระบบแอร์รถยนต์พังถาวรอีกด้วยครับ 

นั่นก็เพราะในระบบแอร์จะมีน้ำมันคอมเพรสเซอร์วิ่งหล่อลื่นอยู่พร้อม ๆ กับน้ำยาแอร์ เวลาที่น้ำยาแอร์แห้งหรือรั่วออกจนหมด ส่งผลให้คอมแอร์รถยนต์ไม่ทํางาน เนื่องจากไม่มีน้ำมันคอมเพรสเซอร์ไปหล่อลื่นจนเกิดความร้อนสูง เมื่อคอมเพรสเซอร์ฝืนทำงานก็จะเกิดการเสียดสีจนเศษเหล็กหลุดกระจายและอุดตันอยู่ในระบบ หากปล่อยไว้นานอาจเกิดอาการคอมแอร์ล็อกตายที่ทำให้เศษสกปรกวิ่งวนไปทั่วท่อแอร์ ทีนี้คุณอาจไม่ได้เปลี่ยนแค่คอมเพรสเซอร์ตัวเดียวแล้ว แต่อาจต้องควักเงินหลักหมื่นล้างระบบและเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ยกชุดเลยด้วย

น้ำยาแอร์รถหมด ขาด พร่อง แตกต่างกันอย่างไร?

แม้ว่าน้ำยาแอร์รถหมด น้ำยาแอร์รถขาด หรือน้ำยาแอร์รถพร่อง จะเกิดจากการรั่วซึมเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันจะอยู่ที่ระดับความรุนแรงและปริมาณน้ำยาแอร์ที่เหลืออยู่ในระบบ ที่ส่งผลให้ความเย็นของแอร์ลดหลั่นกันไป เพื่อให้คุณแยกออกว่าอาการน้ำยาแอร์รถแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ผมมีตารางมาฝากครับ

หัวข้อ

น้ำยาแอร์พร่อง

น้ำยาแอร์ขาด

น้ำยาแอร์หมด

ความหมาย

น้ำยาแอร์ลดลงเล็กน้อย เพราะเพิ่งเริ่มรั่วซึม

น้ำยาแอร์หายไปเยอะ รั่วมาสักพักใหญ่

น้ำยาแอร์แห้งสนิท ไม่มีเหลือ มีรูรั่วจุดใหญ่หรือรั่วมานาน

ระดับความเย็น

ยังเย็นอยู่ แต่อาจจะเย็นช้าลง หรือสู้แดดจัด ๆ ตอนกลางวันไม่ไหว

แอร์ไม่ค่อยเย็น มีแต่ลมแผ่ว ๆ หรือเย็นแค่ช่องลมฝั่งเดียว

แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลมร้อนพัดออกมา

การทำงานของคอมเพรสเซอร์

ทำงานปกติ แต่อาจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อทำความเย็น

ยังทำงานอยู่ แต่จะเกิดความร้อนสะสมสูงขึ้นเพราะน้ำมันคอมเพรสเซอร์เริ่มหาย

คอมเพรสเซอร์หยุดทำงาน เพราะระบบตัดการทำงานเพื่อความปลอดภัย

สิ่งที่พบในตาแมว

เห็นน้ำยาแอร์ไหลเป็นฟองอากาศสีขาว ๆ เล็กน้อย

เห็นฟองอากาศสีขาวฟู่อยู่ตลอดเวลา

ตาแมวใสแจ๋วสนิท เหมือนไม่มีอะไรวิ่งอยู่เลย เพราะน้ำยาหมด

ความเร่งด่วนในการแก้

อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ต้องหาคราบน้ำมันเยิ้มเพื่อหาจุดซึม

ต้องรีบแก้ก่อนที่คอมเพรสเซอร์จะพัง

อยู่ในขั้นวิกฤต ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด ต้องส่งอู่เช็กระบบทันที

น้ำยาแอร์รถหมด เกิดจากอะไร?

จากประสบการณ์ช่างของผมที่เคยเจอมา ผมต้องขอย้ำก่อนเลยว่า ถ้าเป็นระบบแอร์รถทั่วไป น้ำยาแอร์จะไม่หมดหรือหายไปเองเด็ดขาด ก็เพราะว่าแอร์รถยนต์เป็นระบบปิดแบบ 100% ต่อให้คุณขับรถเป็น 10 ปี ขับมาหลายแสนโล น้ำยาแอร์ก็ต้องอยู่เท่าเดิม ดังนั้น ถ้าน้ำยาแอร์ของคุณหมด ขาด หรือพร่องลงไป ฟันธงได้เลยว่ามีจุดรั่วซึมอยู่ในระบบแอร์รถแน่นอน จากที่ผมเจอมาจะเกิดจาก 4 สาเหตุหลักดังนี้

  • คอยล์เย็นรั่วซึม: นี่คือสาเหตุหนึ่งที่เจอหน้างานได้บ่อยสุด ถ้าตู้แอร์ที่ซ่อนอยู่ใต้คอนโซลหน้าผุหรือมีรูมดเล็ก ๆ แสดงว่าตู้แอร์โดนความชื้น ฝุ่น และน้ำสกปรกกัดกร่อนไปเรียบร้อยแล้วครับ ความน่ากลัวมันไม่ได้เกิดแบบตู้มเดียว แต่มันจะค่อย ๆ ซึมลึกทีละน้อย พอนานวันเข้า น้ำยาแอร์ที่้เคยเต็มก็ค่อย ๆ พร่องจนแอร์ไม่เย็นฉ่ำเหมือนแต่ก่อน รู้ตัวอีกทีน้ำยาแอร์ก็หายไปหมดแล้ว
  • รังผึ้งแอร์หน้ารถแตก/ทะลุ (คอยล์ร้อนโดนหินดีด): หากพูดถึงอะไหล่ในระบบแอร์ที่รับศึกหนักที่สุดเวลาแอร์ทำงาน ก็เป็นเจ้าตัวรังผึ้งระบายความร้อนที่อยู่หลังกระจังหน้าสุดนี่แหละครับ แค่โดนเศษหิน กิ่งไม้ หรือเฉี่ยวชนเบา ๆ รังผึ้งก็พังแล้ว พอรังผึ้งแตกหรือทะลุออกมาก็จะทำให้ท่อทางเดินน้ำยาแอร์แตก น้ำยาแอร์ก็พุ่งออกมาหมดระบบทันที
  • โอริงและข้อต่อเสื่อมสภาพ: สำหรับใครที่ใช้รถมานานหลายปี ก็อาจเจอปัญหาลูกยางโอริงตามข้อต่อต่างๆ แข็งขึ้น แตกหัก หรือหมดความยืดหยุ่นที่เกิดจากความร้อนในห้องเครื่อง ทำให้น้ำยาแอร์เล็ดลอดออกมาตามรอยต่อง่ายขึ้น
  • สายน้ำยาแอร์บวมหรือแตก: อีกหนึ่งจุดที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือท่อยางน้ำยาแอร์ในห้องเครื่องครับ ลองนึกภาพดูว่ามันต้องนอนแช่อยู่กับความร้อนระอุที่เกิดจากเครื่องยนต์ทุกวัน นานวันเข้าเนื้อยางก็เริ่มกรอบ แตก หรือบวมเป่งจนหมดสภาพ และเมื่อมันทนแรงดันมหาศาลในระบบแอร์ไม่ไหว เนื้อยางก็จะปริแตกและมีน้ำยาแอร์รั่วซึมออกมา

อาการน้ำยาแอร์รถหมด ดูยังไงได้บ้าง?

ก่อนที่ระบบแอร์จะพัง รถของคุณจะส่งสัญญาณเตือนออกมาให้รู้ก่อนเสมอ ถ้าพบว่าน้ำยาแอร์รถหมด อาการมันจะไม่ได้มีแค่แอร์ไม่เย็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอาการอื่น ๆ ด้วย ในบทความนี้ผมมีวิธีดูน้ำยาแอร์รถยนต์หมดแบบละเอียดที่สุดโดยอิงจากประสบการณ์และข้อมูลจากสถาบันยานยนต์ เพื่อให้คุณลองไปตรวจเช็กกับรถที่คุณรักดูนะครับ

1. แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลมร้อนพัดเข้ามา

พอเข้ามานั่งในรถแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำหลังจากสตาร์ทรถก็คือเปิดแอร์ใช่ไหมล่ะครับ แล้วถ้าเปิดแอร์ปุ๊บ แต่กลับได้ลมอุ่น ๆ หรือลมร้อนเข้ามา ก็คงไม่มีใครจอยกับเรื่องแบบนี้แน่นอน ยิ่งตอนรถจอดนิ่ง ๆ ติดไฟแดง ลมก็ยิ่งร้อนจนเหงื่อไหลเหมือนอยู่ในห้องซาวน่า นี่เป็นสัญญาณเตือนอันดับหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากน้ำยาแอร์ในระบบเริ่มพร่องหรือหมดเกลี้ยงไปแล้ว พอไม่มีสารทำความเย็นมากพอไปซับความร้อนในห้องโดยสาร 

ในกรณีแอร์เพิ่งเริ่มรั่ว ช่วงแรกคุณอาจจะรู้สึกแค่แอร์เย็นน้อยลง ลมเย็นออกแค่บางช่องลม แต่ถ้าปล่อยไว้จนน้ำยาแอร์แห้งสนิท คราวนี้ระบบจะสั่งตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบแอร์ จากลมเย็น ๆ ก็จะกลายสภาพเป็นลมร้อนคลุ้งไปทั่วรถ

2. มีเสียงดังใต้คอนโซลหน้า

อีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างชัดเจนคือเรื่องของเสียงครับ ถ้าคุณสตาร์ทรถเปิดแอร์แล้วได้ยินเสียงดัง ฟู่คล้ายแก๊สรั่วออกมาจากตู้แอร์ใต้คอนโซลหน้า หรือบางครั้งอาจดังเวลาเร่งเครื่องยนต์ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน้ำยาแอร์ในระบบกำลังพยายามดันตัวเองออกตามรอยรั่วซึมเล็ก ๆ ซึ่งเสียงดังกล่าวนี้เกิดจากแรงดันในระบบเริ่มลดลง ทำให้สารทำความเย็นที่ฉีดผ่านวาล์วแอร์เปลี่ยนเป็นแก๊สแบบไม่สมบูรณ์จนเกิดเสียงดังเล็ดลอดออกมา ยิ่งถ้าเสียงนี้พร้อมกับอาการแอร์ไม่เย็นด้วยแล้ว มั่นใจได้เลยว่าระบบแอร์ของคุณมีรอยรั่วใหญ่โผล่ออกมาแล้ว และน้ำยาแอร์รถของคุณกำลังจะหมดระบบในไม่ช้า

3. มีฟองอากาศขาว ๆ หรือตาแมวใสแจ๋วที่ท่อน้ำยาแอร์

ตรงท่อน้ำยาแอร์ในห้องเครื่องของรถรุ่นเก่าหรือรถบางรุ่น จะมีตาแมวเอาไว้ส่องดูปริมาณน้ำยาแอร์ ถ้าคุณส่องดูตอนเปิดแอร์แล้วเห็นฟองอากาศสีขาว ๆ วิ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา หรือที่แย่กว่านั้นตาแมวใสแจ๋วเหมือนไม่มีอะไรวิ่งอยู่เลย นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบกำลังมีปัญหา ตามหลักแล้ว ถ้าน้ำยาแอร์เต็มระบบ คุณจะเห็นน้ำยาแอร์ใส ๆ หรืออาจมีฟองแค่แวบเดียวตอนคอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานแล้วฟองก็จะค่อย ๆ หายไปเอง แต่ถ้ามีฟองขาวฟู่อยู่ตลอดเวลา แสดงว่าน้ำยาแอร์เริ่มขาดหรือพร่อง จนเกิดช่องว่างในระบบแล้ว ส่วนเคสที่ใสแจ๋วสนิทจนนึกว่าน้ำยาแอร์เต็ม ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำยาแอร์หมดจนไม่มีอะไรให้วิ่งผ่านตาแมวแล้วนั่นเอง

4. คราบน้ำมันเยิ้มตามข้อต่อหรือชิ้นส่วนแอร์

ถ้าอยากรู้ว่าน้ำยาแอร์รั่วตรงไหน ให้ลองเปิดฝากระโปรงหน้าแล้วสังเกตตามข้อต่อท่อแอร์ รังผึ้งหน้ารถ หรือตัวคอมเพรสเซอร์ดูครับ หากพบคราบน้ำมันเหนียว ๆ ดำ ๆ เกาะอยู่จนฝุ่นจับหนาเขลอะ นั่นไม่ใช่คราบสกปรกธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าน้ำยาแอร์กำลังรั่วซึม เพราะตามธรรมชาติของระบบแอร์รถยนต์นั้น น้ำยาแอร์จะไม่ได้วิ่งอยู่ตัวคนเดียว แต่จะหมุนเวียนไปพร้อมกับน้ำมันคอมเพรสเซอร์เพื่อคอยหล่อลื่นระบบอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่มีรอยรั่วเกิดขึ้นในระบบ น้ำยาแอร์จะพยายามดันตัวเองออกมาข้างนอกและหอบเอาละอองน้ำมันคอมเพรสเซอร์ติดสอยห้อยตามออกมาด้วย จนกลายเป็นคราบน้ำมันเยิ้มเกาะแน่นอยู่บนจุดรั่วนั่นเองครับ

น้ำยาแอร์รถหมด แก้เองได้ไหม ทำอย่างไรดี?

หากพบว่าน้ำยาแอร์รถหมด ผมไม่แนะนำให้แก้ปัญหาเองเด็ดขาด หลายคนอาจรู้มาว่าน้ำยาแอร์หมดก็แค่เติมเข้าไป แต่อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่าระบบแอร์รถเป็นระบบปิด 100% ดังนั้น คุณจะต้องแก้ที่ต้นเหตุซึ่งก็คือรอยรั่ว ต่อให้เติมน้ำยาแอร์เข้าไปแต่มันก็จะไหลออกตามรูรั่วอยู่ดี สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำยาแอร์หมดอย่างถูกวิธีมีดังนี้ครับ

  • ปิดปุ่ม A/C ทันที: พอรู้ว่าแอร์ไม่เย็น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน้ำยาแอร์จะหมด ให้คุณรีบปิดปุ่ม A/C ให้เหลือแต่ลมธรรมดาทันที เพื่อสั่งตัดการทำงานของหน้าคลัตช์คอมเพรสเซอร์ ไม่ให้ฝืนทำงานในสภาวะที่ไม่มีน้ำยาแอร์และน้ำมันคอมฯ ไปหล่อลื่น เพราะอาจทำให้คอมเพรสเซอร์เกิดความร้อนสูงจนน็อก ไหม้ หรือพังเสียหายเป็นวงกว้างตามไปด้วย
  • นำรถเข้าอู่หรือร้านแอร์เฉพาะทางที่มีมาตรฐาน: รีบนำรถไปร้านซ่อมแอร์ล้างแอร์รถยนต์ที่น่าเชื่อถือและมีเครื่องมือเฉพาะทางทันที เนื่องจากระบบแอร์รถยนต์เป็นระบบที่ซับซ้อนและมีแรงดันสูง การตรวจเช็กและซ่อมแซมจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ เช่น เกจวัดความดัน (Manifold Gauge) เครื่องแวคคั่ม และช่างที่มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัยและตรงจุด
  • ตรวจวัดแรงดันและทดสอบหาจุดรั่วซึมอย่างละเอียด: เมื่อถึงมือช่าง ช่างจะตรวจวัดแรงดันเช็กสถานะในระบบและเช็กชดเชยแรงดัน เช่น การอัดลม/ไนโตรเจน หรือใช้สารเรืองแสง (UV Dye) เพื่อไล่ตรวจหาจุดฝังตัวของรอยรั่วซึมตามชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้แอร์ที่อยู่ใต้คอนโซล, รังผึ้งแอร์หน้ารถ, ท่อยางสายน้ำยา หรือแม้กระทั่งตามโอริงและซีลยางข้อต่อเล็ก ๆ
  • ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดให้สมบูรณ์: เมื่อเจอตัวการที่ทำให้น้ำยาแอร์รั่วไหล ช่างจะปะซ่อมหรือถอดเปลี่ยนอะไหล่ที่ชำรุดทันที โดยเฉพาะตู้แอร์หรือรังผึ้งที่มีโอกาสพังมากกว่าจุดอื่น เพื่อให้ระบบแอร์กลับมาเป็นระบบปิด 100% อีกครั้ง
  • ทำระบบสุญญากาศเพื่อไล่ความชื้น: หลังจากประกอบอะไหล่เสร็จ ช่างจะใช้เครื่องปั๊มสุญญากาศทำแวคคั่มเพื่อดูดเอากระแสอากาศ ความชื้น และสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในระบบท่อแอร์ออกไปให้เกลี้ยง เพราะถ้าปล่อยให้มีความชื้นหลงเหลืออยู่เพียงนิดเดียว ความชื้นจะเข้าไปจับตัวเป็นน้ำแข็งอุดตันวาล์วแอร์และแปรสภาพเป็นกรด เข้าไปกัดกร่อนระบบแอร์จากข้างในจนพังในระยะยาว
  • เติมน้ำมันคอมเพรสเซอร์เพื่อชดเชยปริมาณที่เสียไป: ก่อนจะเติมน้ำยาแอร์ ช่างจะเติมน้ำมันคอมเพรสเซอร์เข้าไปในระบบในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อทดแทนน้ำมันเก่าที่รั่วซึมไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คอมเพรสเซอร์หล่อลื่นได้เต็มที่ ลดแรงเสียดทาน และยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น
  • เติมน้ำยาแอร์ใหม่ตามปริมาณมาตรฐานโรงงาน: ช่างจะเติมน้ำยาแอร์กลับเข้าไปในระบบ โดยคำนวณจากค่าน้ำหนักจริงเป็นกรัมตามที่ป้ายสเปกข้างห้องเครื่องระบุไว้ ไม่ใช่การกะด้วยสายตา เพื่อให้น้ำยาแอร์มีปริมาณที่สมดุล ไม่แน่นเกินไปจนคอมฯ โหลด และไม่น้อยเกินไปจนแอร์ไม่ฉ่ำ

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสงสัยว่า ที่แอร์ไม่เย็นเพราะน้ำยาแอร์รถหมดหรือไม่ อย่าชะล่าใจเด็ดขาด ให้เลี้ยวรถเข้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญที่ PIT & GO ช่วยดูแลได้เลยครับ เรามีทีมช่างมากประสบการณ์ พร้อมตรวจเช็กระบบแอร์รถยนต์ของคุณอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย รวมถึงมีบริการดูแลเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับผู้ที่มองหาร้านซ่อมปั๊มหัวฉีดดีเซลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คุณขับรถได้อย่างสบายใจอีกครั้ง 

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการใกล้บ้านคุณได้แล้ววันนี้

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้