9 จำนวนผู้เข้าชม |
เบรกแตกเป็นหนึ่งในฝันร้ายที่คนรักรถไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะเพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่เหยียบเบรกไม่อยู่ อาจหมายถึงช่วงเวลาของความเป็นความตายเลยก็ว่าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการดังกล่าวมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่ถ้าคุณสังเกตดีๆ ก็จะหาทางรับมือได้ทันเช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปหาสาเหตุ แนะนำวิธีสังเกตอาการ รวมถึงวิธีรับมือหากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับคุณ เพื่อให้คุณเดินทางไปยังปลายทางได้อย่างปลอดภัย
น้ำมันเบรกเป็นหัวใจสำคัญในการส่งกำลังไฟไปที่ชุดเบรก หากน้ำมันเบรกขาดจากการรั่วซึมตามท่อทางเดิน หรือเสื่อมสภาพเพราะมีความชื้นปนเปื้อนสูง จะทำให้เกิดฟองอากาศในระบบ ส่งผลให้แป้นเบรกจมลึกผิดปกติและรถไม่หยุดตามต้องการ
ผ้าเบรกเป็นสิ่งที่ต้องใช้งานทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในตัวเมืองที่ต้องเผชิญรถติดบ่อยๆ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกดเบรกบ่อยๆ หากปล่อยให้ผ้าเบรกบางจนถึงเหล็ก หรือขับรถลงเขาโดยใช้เบรกต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเกิดความร้อนสะสมสูง จะทำให้ผ้าเบรกสูญเสียความฝืดและจับจานเบรกได้ไม่ดีเท่าเดิม ก่อให้เกิดอาการเบรกวืดหรือเบรกไม่อยู่ในขณะที่ต้องการหยุดรถกะทันหัน
เมื่อใช้งานสายอ่อนเบรกไปนานๆ อาจทำให้สายแข็งตัวหรือแตกลายงา หากคุณเหยียบเบรกอย่างรุนแรง จะทำให้แรงดันมหาศาลดันสายให้แตกออกทันที ทำให้น้ำมันเบรกไหลออกมาจากระบบจนหมดและไม่มีแรงดันส่งไปหยุดล้อ
ภายในแม่ปั๊มเบรกจะมีลูกยางที่ทำหน้าที่กักเก็บแรงดัน หากลูกยางฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ทำให้น้ำมันเบรกไหลย้อนกลับภายในแม่ปั๊ม เวลาที่คุณเหยียบเบรกแล้วแรงดันส่งไปไม่ถึงชุดเบรกที่ล้อ อาจทำให้เบรกจมและหยุดรถไม่ได้
เมื่อรู้ว่าเหยียบเบรกไม่อยู่ ให้คุณรีบตั้งสติทันที ห้ามดับเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้พวงมาลัยพาวเวอร์หนักขึ้นจนควบคุมทิศทางยากขึ้น แถมยังทำให้ระบบสุญญากาศที่ช่วยผ่อนแรงเบรกหยุดทำงานทันที แนะนำให้ประคองพวงมาลัยให้แน่นเพื่อนำรถเข้าข้างทางโดยเร็วที่สุด
ขณะที่กำลังควบคุมรถ ให้คุณเปิดไฟฉุกเฉินและบีบแตรส่งสัญญาณเป็นระยะๆ เพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมทางทราบว่ารถของคุณมีปัญหาและควบคุมไม่ได้ การทำแบบนี้จะช่วยให้รถคันหน้าและคันข้างๆ ระมัดระวังและเปิดทางให้คุณมีพื้นที่ประคองรถเข้าสู่จุดที่ปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
กรณีที่เป็นรถเกียร์ออโต้ให้ค่อยๆ เชนเกียร์ลงมาเรื่อยๆ ส่วนรถเกียร์ธรรมดาให้ลดจากเกียร์สูงเป็นเกียร์ต่ำ เพื่อให้รอบเครื่องยนต์ช่วยฉุดความเร็วรถลง ห้ามเปลี่ยนเกียร์ข้ามขั้นจากเร็วสุดเป็นเกียร์ต่ำสุดทันที เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวหรือเครื่องยนต์ล็อกเพราะได้รับความเสียหายอย่างหนัก
หลังจากลดเกียร์จนความเร็วรถเริ่มลดลงแล้ว ให้ค่อยๆ ดึงเบรกมือขึ้นทีละนิด หรือกดปุ่มเบรกมือไฟฟ้าสั้นๆ ซ้ำๆ อย่าดึงพรวดเดียวจนสุด เพราะจะทำให้ล้อหลังล็อคตายและรถหมุนคว้าง หากสถานการณ์คับขันจริงๆ ให้มองหาเนินทราย พงหญ้า หรือพื้นที่ราบเรียบข้างทางเพื่อช่วยชะลอความเร็ว แทนการพุ่งชนวัตถุแข็งๆ
รายการอะไหล่ที่ต้องเช็ก | อาการที่พบ | ราคาประเมิน (รวมค่าแรง) |
สายอ่อนเบรก | แตกหรือรั่วซึม ทำให้น้ำมันเบรกฉีดออก | 800 - 2,500 บาท (ต่อข้าง) |
ปั๊มเบรกตัวบน | ลูกยางภายในเสื่อม แรงดันรั่วภายใน | 2,500 - 7,000 บาท |
ชุดซ่อมปั๊มเบรก | เปลี่ยนเฉพาะซีลยาง (กรณีเสื้อปั๊มไม่เป็นรอย) | 1,000 - 2,000 บาท |
กระบอกเบรกหลัง | รั่วซึมที่ล้อหลัง (สำหรับดรัมเบรก) | 600 - 1,500 บาท (ต่อข้าง) |
น้ำมันเบรก | ต้องเปลี่ยนและไล่ระบบใหม่ทั้งหมด | 400 - 800 บาท |
หมายเหตุ: ราคาที่ระบุข้างต้นเป็นเพียงราคากลางโดยประมาณ ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามยี่ห้อ รุ่นรถยนต์ และค่าบริการของแต่ละศูนย์ซ่อมหรืออู่ในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้แนะนำให้นำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการรถยนต์ หรืออู่ซ่อมเบรกที่ได้มาตรฐาน เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจซ่อม
สุดท้ายนี้หากคุณต้องการซ่อมแซมระบบเบรก การเลือกใช้อะไหล่ที่มีมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกแบรนด์ที่ทั่วโลกยอมรับอย่าง จานเบรก Brembo ที่เด่นเรื่องการระบายความร้อน หรือจานเบรก TRW ที่มีความทนทานสูงและได้มาตรฐาน OEM ส่วนอะไหล่ระบบไฟฟ้าหรือเซนเซอร์ต่างๆ การเลือกซื้อจากศูนย์อะไหล่ Denso โดยตรง จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าระบบเบรกจะกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัยทุกการเดินทาง
หากรถของคุณไม่มีระบบ ABS แนะนำให้เบรกแบบย้ำซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว โดยเหยียบเบรกจนเกือบสุดแล้วถอนเท้าออกเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ล้อล็อกตาย จากนั้นค่อยเหยียบซ้ำลงไปใหม่สลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำแบบนี้จะคล้ายๆ หลักการทำงานของระบบ ABS ซึ่งจะช่วยชะลอความเร็วโดยที่ล้อยังคงหมุนอยู่ ป้องกันล้อล็อกที่อาจทำให้รถไถลและบังคับทิศทางพวงมาลัยไม่ได้
ทั้งสองอาการนี้ไม่เหมือนกัน สำหรับเบรกแตกจะเกิดจากความเสียหายทางกายภาพ เช่น ท่อน้ำมันรั่วหรือซีลปั๊มพัง ทำให้แรงดันน้ำมันหายไป เวลาเหยียบเบรกแล้วแป้นจะจมมิดและหยุดรถไม่ได้ ส่วนเบรกเฟด คืออาการเบรกไม่อยู่ชั่วคราวที่เกิดจากความร้อนสะสมสูงเกินไป (โดยเฉพาะตอนลงเขา) จนน้ำมันเบรกเดือดหรือผ้าเบรกไหม้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหยุดรถลดลง แต่ยังไม่ได้ทำให้ระบบเบรกพังถาวร แม้จะเกิดจากปัจจัยที่ต่างกัน แต่ทั้งสองอาการนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าจะต้องรีบแก้ไขทันที หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
เป็นไปได้แน่นอน อาการแบบนี้เรียกว่า "เบรกแตกภายใน" ซึ่งเกิดจากชุดซีลยางในปั๊มเบรกเสื่อมสภาพ ทำให้น้ำมันเบรกไหลวนอยู่แค่ข้างในตัวปั๊ม แทนที่จะถูกดันไปหยุดล้อรถตามปกติ คุณสามารถสังเกตได้จากอาการเบรกจม เวลาคุณเหยียบเบรกค้างไว้ แป้นเบรกจะค่อยๆ ยุบลงไปจนสุดพื้นรถ ทั้งที่มองจากภายนอกรถก็แห้งสนิท ไม่มีรอยน้ำมันหยดสักหยดเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้คุณหยุดรถไม่ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน