รวมปัญหาเสียงเครื่องยนต์ดัง แบบไหนเกิดจากอะไร แก้ยังไงได้บ้าง

เสียงเครื่องยนต์ดัง

โดยปกติแล้ว เครื่องยนต์ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์จะทำงานเงียบสนิท แต่เมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังผิดปกติ นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบกำลังมีปัญหา บางคนอาจได้ยินตลอดเวลาที่สตาร์ทเครื่อง แต่บางคนอาจได้ยินแค่ครั้งเดียวแล้วเสียงก็หายไป ซึ่งอาการอย่างหลังนี่น่ากลัวกว่าที่คิด พอรู้อีกทีเครื่องก็ฮีทไปแล้ว ในฐานะช่างที่เจอเคสเหล่านี้แบบรายวัน วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีสังเกตเสียงดังในแบบต่าง ๆ พร้อมวิธีรับมือที่ถูกต้อง เพื่อให้รถที่คุณรักอยู่กับคุณไปนาน ๆ

เครื่องยนต์เสียงดัง มีกี่แบบ เกิดจากอะไรบ้าง?

จากประสบการณ์ช่างที่ได้ยินเสียงผิดปกติของเครื่องยนต์ทุกวัน ผมบอกเลยว่า เสียงแต่ละแบบบอกเราได้เลยว่าเครื่องยนต์เสียงดังเกิดจากอะไร แล้วถ้าดังตรงนี้มันจะไปกระทบถึงตรงไหนต่อ วันนี้ผมมีทริกฟังเครื่องยนต์เสียงดังแบบง่าย ๆ มาฝาก

1. เครื่องยนต์เสียงดังอื้อ

หากได้ยินเสียงอื้อลากยาวต่อเนื่องตามรอบเครื่องยนต์ ยิ่งกดคันเร่งก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ จนหูอื้อ หรือบางทีอาจมาพร้อมอาการสั่นมาถึงพวงมาลัยและพักเท้า ส่วนใหญ่เกิดจากลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ ยางแท่นเครื่องทรุดตัวจนเกิดแรงสั่นสะเทือน หรือตู้พัดลมหม้อน้ำและลูกปืนรอกต่างๆ เริ่มมีปัญหา

เสียงดังแบบนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่สตาร์ทรถ แต่จะเริ่มชัดเจนเวลาวิ่งแตะความเร็ว 60 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือดังขึ้นเป็นพักๆ ตอนช่วงที่เร่งเครื่อง ในระยะแรก เสียงอาจจะมา ๆ หาย ๆ หลายคนจึงคิดไปเองว่าคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง แต่เมื่อชิ้นส่วนอย่างลูกปืนหรือยางแท่นเครื่องเสื่อมหนักขึ้น เสียงอื้อจะเริ่มดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนดังตลอดเวลา 

หากคุณฝืนใช้ลากยาวเกิน 1 - 2 สัปดาห์ แรงสั่นสะเทือนจะเริ่มลุกลามไปถึงยางแท่นเกียร์ ทำให้ท่อทางเดินต่าง ๆ ในห้องเครื่องแตกรั่ว บางครั้งอาจเกิดเสียงดังใต้ท้องรถเวลาที่เครื่องยนต์สั่นสะพ้านไปโดนท่อไอเสีย ในเคสที่ร้ายแรงที่สุด หากเสียงอื้อนั้นมาจากลูกปืนรอกหรือพัดลมหม้อน้ำติดขัด มันอาจล็อกตายจนสายพานขาด รังผึ้งแตก และทำให้ระบบระบายความร้อนล้มเหลว รู้ตัวอีกทีเครื่องยนต์ก็ฮีทพังวูบกลางทางได้เลยครับ

ทริกเล็กน้อย: ลองฟังช่วงที่ขับรถทางตรงแล้วเลี้ยวโค้งตื้น ๆ สลับซ้าย-ขวาเบา ๆ ถ้าเลี้ยวซ้ายแล้วเสียงดังอื้อหายไป แต่เลี้ยวขวาแล้วเสียงดังอื้อขึ้นชัดเจน แสดงว่าลูกปืนล้อฝั่งซ้ายมีปัญหาครับ หรือถ้าลองปลดเป็นเกียร์ว่างขณะที่รถกำลังไหลด้วยความเร็วเดิม ถ้ายังได้ยินเสียงดังอื้อเหมือนเดิม แสดงว่าเป็นที่ลูกปืนล้อหรือระบบช่วงล่าง แต่หากรอบเครื่องยนต์ลดลงแล้วเสียงเงียบลงทันที แสดงว่ามาจากชิ้นส่วนภายในห้องเครื่องยนต์ครับ

2. เครื่องยนต์เสียงหอน

เวลาเร่งเครื่องแล้วได้ยินเสียงเครื่องยนต์หอนวี้ด ๆ ออกมา คล้ายเสียงหวีดลมหรือเสียงไซเรนหวอเข้ามาในห้องโดยสาร อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นลูกปืนไดชาร์จแตก, น้ำมันพาวเวอร์แห้งจนปั๊มดูดอากาศแทน, แกนเทอร์โบหลวมหรือหน้าคลัตช์คอมแอร์จับไม่อยู่จนเกิดการลื่นไถล

เสียงแบบนี้ต่างจากเสียงดังอื้อตรงที่เสียงจะมาตั้งแต่สตาร์ทรถทิ้งไว้แล้ว และระดับความวี้ดจะดังขึ้นตามน้ำหนักที่เรากดเท้าลงบนคันเร่ง ทำเอาหลายคนคิดว่าเป็นเสียงพัดลมหม้อน้ำหรือเสียงลมปะทะกระจกหน้า เลยปล่อยผ่านไปดื้อ ๆ จนลูกปืนไดชาร์จล็อกตายและสายพานหน้าเครื่องขาด ทำให้ไฟไม่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่ ระบบระบายความร้อนจึงหยุดทำงาน หรือถ้ารุนแรงอาจถึงขั้นปั๊มพาวเวอร์ไหม้จนพวงมาลัยหนัก ไม่สามารถควบคุมรถได้อีกต่อไป หากเกิดในช่วงเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง อาจมีสิทธิ์หลุดโค้งได้เลยครับ

ทริกเล็กน้อย: ลองปิดแอร์และวิทยุแล้วค่อยสตาร์ทรถทิ้งไว้ จากนั้นหมุนพวงมาลัยซ้าย-ขวาไปมา หากมีเสียงหอนตามจังหวะการเลี้ยว แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ระบบพาวเวอร์แน่นอน แต่ถ้าหมุนพวงมาลัยแล้วเสียงไม่เปลี่ยน ให้ลองกดปุ่มเปิด-ปิดแอร์ดู ถ้ามีเสียงหอนดัง-ดับตามจังหวะคอมแอร์ทำงาน บอกเลยว่าคลัตช์แอร์มีปัญหาแน่นอน เคสนี้แนะนำให้รีบเลี้ยวเข้าร้านซ่อมแอร์รถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชุดคลัตช์หรือลูกปืนคอมแอร์ทันทีครับ

3. เครื่องยนต์เสียงแก๊ก ๆ

ถ้าลองก้มฟังฝาครอบวาล์วหรือห้องเครื่องแล้วได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแก๊ก ๆ รัวถี่ ๆ เหมือนเสียงช้อนกระทบกัน หรือได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขณะเร่งแซง แสดงว่าชิ้นส่วนโลหะภายในเริ่มกระทบกันเองแล้ว ซึ่งเกิดจากวาล์วห่างเกินไป, ถ้วยวาล์วหรือไฮดรอลิกวาล์วเสื่อม, หัวฉีดดีเซล จ่ายน้ำมันผิดจังหวะจนเกิดการเขก, น้ำมันเครื่องแห้งหรือชิ้นส่วนขาดการหล่อลื่น ที่ร้ายแรงที่สุดคือ ชาฟท์อก-ชาฟท์ก้านละลาย จนเกิดช่องว่างให้ชิ้นส่วนกระแทกกันครับ

หากเป็นเสียงนี้จะเกิดขึ้นบ่อยช่วงสตาร์ทรถครั้งแรกในตอนเช้าที่เครื่องยังเย็น ๆ อยู่ เนื่องจากน้ำมันเครื่องยังไหลขึ้นไปหล่อเลี้ยงส่วนบนของเครื่องยนต์ไม่ทัน ในบางคันอาจดังแค่ 3 - 5 วินาที พอแรงดันน้ำมันเครื่องเริ่มเข้าที่แล้วก็เงียบไปเอง แต่ถ้าชิ้นส่วนเสื่อมหนักหรือน้ำมันเครื่องแห้งมาก เสียงแก๊กๆ นี้จะดังรัว ๆ ตลอดการเดินทาง ยิ่งช่วงเร่งเครื่องก็ยิ่งดังถี่ขึ้น

แนะนำว่าถ้าได้ยินเสียงแบบนี้ให้หาที่จอดดับเครื่องได้เลยครับ เพราะถ้าฝืนขับต่ออาจเกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นวาล์วอาจจะคด ร่องวาล์วรั่ว ก้านสูบงอ หรือชาฟท์หมุนตามจนเครื่องยนต์ติดล็อกแน่น หรือที่เรียกกันว่าเครื่องน็อกนั่นแหละครับ ถ้าถึงขั้นนั้น ผมไม่การันตีนะครับว่าค่าซ่อมจะพุ่งสูงขนาดไหน เพราะต้องให้ช่างยกเครื่องใหม่หรือยกเครื่องท่อนล่างทันที

ทริกเล็กน้อย: อันดับแรกให้ดับเครื่องแล้วชักก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาดูระดับก่อนเลย ถ้าน้ำมันเครื่องต่ำกว่าขีด Min ให้เติมเพิ่มจนได้ระดับมาตรฐานแล้วลองสตาร์ทเครื่องฟังใหม่ ถ้าเสียงแก๊ก ๆ หายไปแสดงว่าเกิดจากน้ำมันเครื่องแห้งจนไปเลี้ยงวาล์วไม่ทัน แต่ถ้าเติมน้ำมันเครื่องแล้วยังดังไม่เลิก ให้ลองแตะคันเร่งเบาๆ ดู หากเสียงดังรัวถี่ขึ้นตามเท้า ให้รีบดับเครื่องและสไลด์รถเข้าอู่ทันที ห้ามฝืนขับเด็ดขาดครับ

4. เครื่องยนต์เสียงกุก ๆ

ถ้าได้ยินเสียงกุก ๆ กัก ๆ ดังออกมาจากด้านหน้า คล้ายเสียงอะไหล่กระทบกันเบา ๆ แสดงว่าลูกหมากกันโคลงเสื่อม, ลูกปืนคอพวงมาลัยหรือย่อยอยท์พวงมาลัยหลวม, ยางเต้าช็อกอับ (ยางรองหัวโช้ค) แตกร้าว หรือยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ฉีกขาด จนตัวเครื่องยนต์และชิ้นส่วนเชื่อมต่อกระแทกกับโครงตัวถังโดยตรงครับ แต่ถ้าลองเช็กช่วงล่างแล้วยังปกติ ดีเซลบางคันอาจต้องส่งเข้าร้านซ่อมปั๊มหัวฉีดดีเซล เพื่อเช็กแรงดันและจังหวะการจ่ายน้ำมันเพิ่มเติมด้วยครับ

เสียงนี้ผมถือว่าอันตรายไม่แพ้กับเสียงแก๊ก ๆ เลย นั่นก็เพราะเสียงนี้จะไม่ดังตอนวิ่งทางเรียบ แต่จะไปดังตอนลงลูกระนาด ทางขรุขระ หรือช่วงที่ล้อตกหลุม ช่วงแรกอาจดังเป็นพัก ๆ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้แรงกระแทกที่ไม่มีตัวซับเข้าไปทำลายชิ้นส่วนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นชุดโช้คอัพ แร็คพวงมาลัยพังไวขึ้น และในเคสที่ยางแท่นเครื่องขาด ตัวเครื่องยนต์อาจดิ้นจนเพลาขับหลุด ท่อไอเสียร้าว หรือสายไฟในห้องเครื่องขาดกระจุยกระจายขณะขับขี่ไปแบบต่อหน้าต่อตาเลย

ทริกเล็กน้อย: ให้จอดรถนิ่ง ๆ แล้วเปิดกระจก ลองขยับพวงมาลัยหมุนซ้าย-ขวาสลับกันเร็วๆ (หมุนระยะสั้น ๆ) ถ้ามีเสียงกุก ๆ ดังขึ้นตามจังหวะมือ ให้เล็งไปที่ย่อยอยท์พวงมาลัยหรือลูกหมากแร็คก่อนเลย แต่ถ้าหมุนพวงมาลัยแล้วเงียบ แต่ดังเฉพาะตอนลงหลุมหรือทางขรุขระ ผมขอชี้เป้าไปที่ลูกหมากกันโคลงหรือยางเต้าช็อกอับแน่นอน

เครื่องยนต์เสียงดังผิดปกติ แก้ยังไงได้บ้าง?

เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามจนถึงขั้นต้องยกเครื่องใหม่ ผมจะมาแนะนำวิธีแก้เสียงรถยนต์ดังโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ดูแลในหลาย ๆ เคสมาตั้งแต่อดดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ครับ

1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที

พอได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแก๊ก ๆ ปุ๊บ ให้จอดรถทันทีแล้วดับเครื่องทิ้งไว้อย่างน้อย 3 - 5 นาที จากนั้นให้ชักก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาเช็กระดับดูก่อน ถ้าน้ำมันเครื่องต่ำกว่าขีด Min หรือน้ำมันเครื่องมีสีดำสนิท เหนียวข้น หรือมีเศษตะกอนปนอยู่ ให้รีบเติมน้ำมันเครื่องให้ถึงระดับมาตรฐานทันที แต่ถ้าน้ำมันเครื่องหมดอายุแล้ว แนะนำให้รีบเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองใหม่ยกชุด เพื่อให้แรงดันน้ำมันและฟิล์มเข้าไปหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนภายในไม่ให้เสียดสีจนเครื่องน็อกไปก่อน

2. ตรวจเช็กระบบสายพานและลูกรอกหน้าเครื่อง

ถ้ามีเสียงหอนวี้ดๆ แหลม ๆ หรือเสียงดังแก๊ก ๆ มาจากด้านหน้าเครื่อง ให้รีบดับเครื่องแล้วลองใช้นิ้วกดลงบนสายพานหน้าเครื่องดู ถ้าสายพานดูหย่อน มีรอยแตกลายงา หรือมีเศษยางหลุดร่อน ให้ปรับตึงหรือเปลี่ยนสายพานใหม่ทันที นอกจากนี้ลองหมุนดูตามลูกรอกต่าง ๆ และไดชาร์จว่ามันสะท้านมือไหม หากพบว่าลูกรอกเริ่มติด ๆ ขัด ๆ หรือมีเสียงฝืดตอนหมุน ให้รีบเปลี่ยนชุดลูกรอกและลูกปืนใหม่ยกชุดก่อนที่มันจะล็อกตายจนสายพานขาด

3. ตั้งวาล์วหรือเปลี่ยนชุดถ้วยวาล์ว

เวลาได้ยินเสียงแต๊ก ๆ หรือแก๊ก ๆ ดังรัวมาจากท่อนบนของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องช่วงเช้า หรือดังรัวขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่เหยียบคันเร่ง แต่พอเช็กระดับน้ำมันเครื่องแล้วก็ยังปกติเต็มขีด แสดงว่าระยะห่างวาล์วเริ่มคลาดเคลื่อนแล้วครับ วิธีแก้คือต้องนำรถเข้าอู่เพื่อให้ช่างเปิดฝาครอบวาล์วแล้วใช้ฟีลเลอร์เกจวัดระยะห่าง หากเป็นเครื่องยนต์รุ่นที่ปรับตั้งได้ ช่างจะตั้งวาล์วใหม่ให้ได้ระยะตามสเปกโรงงาน แต่ถ้าเป็นรถยุโรปเครื่องยนต์ซับซ้อนอย่างยุโรปแบรนด์ดัง การนำรถเข้าร้านซ่อม BMW โดยตรงเพื่อให้ช่างเฉพาะทางใช้เครื่องมือพิเศษในการปรับเซตระยะถ้วยวาล์วหรือระบบวาล์วแปรผันจะปลอดภัยที่สุดครับ

4. เปลี่ยนยางแท่นเครื่อง-แท่นเกียร์

ส่วนเสียงอื้อลากยาวจนหูอื้อ หรือเสียงกุ๊ก ๆ สั่นมาถึงพวงมาลัยและพักเท้า โดยเฉพาะช่วงจอดติดไฟแดงใส่เกียร์ D ไว้ หรือช่วงที่รถวิ่งแตะความเร็ว 60 - 80 km/h ขึ้นไป ให้ก้มเช็กยางรองเต้าเครื่องยนต์ก่อนเลยครับ ถ้ายางมีรอยแตกร้าว ยางทรุดตัวจนรูปทรงเบี้ยว หรือมีคราบน้ำมันไฮดรอลิกรั่วซึมออกมาจากตัวยาง แสดงว่ายางซับแรงสั่นสะเทือนเสื่อมสภาพแล้ว วิธีแก้มีทางเดียวคือต้องถอดเปลี่ยนยางแท่นเครื่องและยางแท่นเกียร์ใหม่ แนะนำให้เปลี่ยนยกชุดทุกจุดพร้อมกัน เพราะถ้าเปลี่ยนแค่ตัวเดียว ตัวที่เหลือจะรับน้ำหนักแทนจนฉีกขาดตามในเวลาอันสั้น หรือถ้าเป็นรถญี่ปุ่นเฉพาะรุ่น แนะนำให้ขับเข้าร้านซ่อม Nissan เพื่อให้อะไหล่ตรงรุ่นโดยตรงก็ช่วยแก้ปัญหาได้จบกว่าครับ

ไม่อยากให้เครื่องยนต์เสียงดัง เร่งไม่ขึ้น ทำยังไงดี?

ถ้าไม่อยากให้เครื่องยนต์เสียงดังมาสร้างปัญหาในภายหลัง ทางที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันตั้งแต่ต้น ในฐานะที่เป็นช่างซ่อมรถมานาน ผมจะมาแนะนำวิธีป้องกันง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามระยะ: แม้จะเป็นการดูแลรถขั้นพื้นฐาน แต่ผมขอแนะนำให้เปลี่ยนตามกำหนดหรือเปลี่ยนเร็วขึ้นนิดหน่อยในกรณีที่ใช้งานหนัก เพราะนอกจากจะช่วยคงฟิล์มหล่อลื่นไม่ให้โลหะภายในขูดกันจนเกิดเสียงผิดปกติแล้ว ยังช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นไหล กดคันเร่งได้ดั่งใจ ไม่กินน้ำมัน และไม่ทำให้น้ำมันเครื่องกลายสภาพเป็นโคลนไปอุดตันท่อ
  • ตรวจเช็กและเปลี่ยนหัวเทียนตามกำหนด: หากปล่อยให้ปลายหัวเทียนกุดหรือเขม่าจับหนา การจุดระเบิดจะเริ่มสะดุด เครื่องยนต์จะเกิดอาการคลาดจังหวะ ส่งผลให้เครื่องสั่น กระตุก มีเสียงเขก และเร่งไม่ขึ้น การเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ตามสเปกจะช่วยให้เครื่องยนต์จุดระเบิดสมบูรณ์ เผาไหม้หมดจด และคืนกำลังอัดแน่น ๆ ให้คันเร่งกลับมาเหมือนเดิม
  • ดูแลเปลี่ยนไส้กรองอากาศ: ถ้าปล่อยให้ฝุ่นและคราบสกปรกอุดตัน จะทำให้อากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันไม่ทัน เมื่อส่วนผสมหนาเกินไป เวลาเหยียบคันเร่งแล้วรอบตก เครื่องเสียงดังครางงึมงำแต่รถไม่วิ่ง แนะนำให้เป่าทำความสะอาดไส้กรองทุก ๆ 5,000 กิโลฯ หรือเปลี่ยนใหม่เมื่อเริ่มดำ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มที่และเรียกอัตราเร่งกลับมาเหมือนเดิม
  • ล้างลิ้นปีกผีเสื้อและหัวฉีดตามรอบใช้งาน: เมื่อใช้รถไปนานๆ คราบเขม่าดำและไอคราบน้ำมันจะไปเกาะตามลิ้นปีกผีเสื้อและปลายหัวฉีด ทำให้การจ่ายน้ำมันและอากาศคลาดเคลื่อน ผลที่ตามมาคือ รอบเครื่องค้าง รอบเบาจะเบาดับ เครื่องยนต์สั่นสะท้านและเร่งไม่ขึ้น แนะนำเอาพารถไปให้ช่างล้างทำความสะอาดลิ้นปีกผีเสื้อและเช็กละอองหัวฉีดทุก ๆ 40,000 - 50,000 กิโลฯ เพื่อให้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงทำงานแม่นยำ เครื่องยนต์เดินเรียบ นิ่ง และเร่งคันเร่งได้ในแบบที่ควรจะเป็น
  • เช็กสายพานหน้าเครื่อง: เมื่อสายพานเริ่มหย่อนหรือแตกลายงา นอกจากจะส่งเสียงหอนวี้ด ๆ แล้ว ยังทำให้การส่งกำลังไปยังไดชาร์จ ปั๊มพาวเวอร์ หรือคอมแอร์มีปัญหา ระบบต่างๆ จึงทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพและกินกำลังเครื่องยนต์โดยเปล่าประโยชน์ การเช็กความตึงของสายพานอย่างสม่ำเสมอและเปลี่ยนเมื่อถึงเวลา จะช่วยตัดปัญหาเสียงรบกวนและช่วยให้เครื่องยนต์ไม่ต้องแบกภาระฟรี ๆ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะได้ยินเครื่องยนต์เสียงดังผิดปกติแบบไหนก็ตาม ผมขอแนะนำให้รีบเลี้ยวรถเข้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญที่ PIT & GO ช่วยดูแลทันที เรามีทีมช่างมากประสบการณ์ พร้อมตรวจเช็กระบบเครื่องยนต์ของคุณอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย อีกทั้งมีบริการดูแลเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับผู้ที่มองหาที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คุณขับรถได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องทนกับเสียงดังน่ารำคาญอีกต่อไป

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการใกล้บ้านคุณได้แล้ววันนี้

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้